บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) ประเมินทิศทางธุรกิจครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รับแรงหนุนคำสั่งซื้อยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากอินเดีย ยุโรป และสหรัฐฯ ขณะที่ธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงฟากแม่ทัพหญิง “สินีนุช โกกนุทาภรณ์” ระบุเดินหน้าขยายกำลังการผลิต ลดต้นทุน และพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สนับสนุนรายได้รวมปีนี้เติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ พร้อมสร้างฐานการเติบโตในปี 2570
นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (TEGH) ผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ และน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่ในภาคตะวันออก และผู้นำด้านการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์และผลิตพลังงานทดแทน ประเภทพลังงานชีวภาพแบบครบวงจรในพื้นที่ EEC เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินงานในครึ่งหลังของปี 2569 ยังมีทิศทางที่ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากตลาดอินเดีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา รวมถึงการใช้มาตรการ EUDR ที่คาดว่าจะไม่เลื่อน อีกทั้งบริษัทฯยังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตทั้งจากปริมาณขายและการเพิ่มสัดส่วน High Value Products รวมถึงการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยคาดว่าปริมาณขายยางแท่งในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 260,000 ตัน เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน
“บริษัทฯ มั่นใจว่า สัดส่วนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ในช่วงครึ่งปีหลัง จะเพิ่มจากครึ่งปีแรกที่อยู่ในระดับ 30% หลังจากทิศทางการบังคับใช้กฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรปมีความชัดเจนมากขึ้น และคาดว่าจะไม่มีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเพิ่มเติม โดยจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ให้เพิ่มขึ้น”
ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีแนวโน้มกลับมาทำผลงานได้ดี จากการเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักร การติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ลูกใหม่ และการติดตั้งหม้อนึ่งปาล์ม (Sterilizer) เพิ่มเติม คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้อีก 50% ภายในปีนี้ เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในระยะถัดไป โดยตั้งเป้าได้รับการรับรอง ISCC corsia ในปีนี้ หลังจากที่ได้รับการรับรอง ISCC plus และ ISCC EU มาแล้วในปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และขยายโอกาสทางทางการค้าในระยะยาว
ด้านธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีแผนการเติบโตต่อเนื่องหลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 1 และโครงการบ่อกากปิโตรเคมี ส่วนโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 2 อยู่ระหว่างขั้นตอนการทบทวนเทคโนโลยี งบประมาณ และปรับกำหนดเสร็จเป็นไตรมาส 2/70 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดเงินลงทุนจากแผนเดิม ขณะเดียวกันยังเพิ่มประสิทธิภาพและอัตราการผลิตก๊าซชีวภาพได้มากขึ้น
โครงการดังกล่าวจะเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการกากอินทรีย์อีกประมาณ 297,000 ตันต่อปี และเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพประมาณ 23.76 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สนับสนุนเป้าหมายปี 2570 ให้บริษัทมีศักยภาพบริหารจัดการกากอินทรีย์รวมประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี และมีกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพรวมประมาณ 58 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างศึกษาความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเพื่อพัฒนาก๊าซชีวภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น Compressed Bio Gas (CBG) และ Liquid Bio Methane (LBM)สำหรับภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง รวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้จาก Carbon Credit ที่จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากอินทรีย์
ส่วนแผนการนำการบริษัทย่อย “บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TEBP)”เสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ปัจจุบันมีความคืบหน้า กลต.อนุมัติให้ขยายระยะเวลาในการ IPO ต่อไป โดยจะพิจารณาภาวะตลาดทุนและทางเลือกต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท และจะดำเนินตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป
อนึ่งผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวม 4,405 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 165 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% จากไตรมาสก่อน แม้ต้องเผชิญความผันผวนของราคาและปริมาณวัตถุดิบจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและการดำเนินงานท่ามกลางความท้าทายของตลาด